ถ้าพูดถึงระบบ “การจ่ายค่าตอบแทน” หลายๆคนคงรู้ถึงหลักการง่ายๆว่า “ทำเยอะ จ่ายเยอะ” “ทำดี จ่ายมาก” ซึ่งเป็นหลักการซึ่งตั้งอยู่บนระบบ “การให้รางวัลและการลงโทษ” แน่นอนว่าหลักนี้ได้เข้าไปอยู่ในระบบการจ่ายเงินเดือนของบริษัทต่างๆด้วย ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายค่าล่วงเวลา(โอที) การจ่ายค่าคอมมิชชั่น การจ่ายโบนัส ทั้งนี้เพราะเชื่อว่า “เป็นรางวัลสำหรับการทำงานหนัก”

…แต่ระบบที่ว่ามามันเป็นอดีตไปแล้ว…

จากผลงานวิจัยพบว่าในปัจจุบัน งานโดยเฉพาะที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์(สมองซักขวา) ยิ่งจ่ายดีเท่าไหร่ ผลงานยิ่งต่ำลงเท่านั้น! ยิ่งมีแรงจูงใจมากเท่าไหร่ ผลงานยิ่งไม่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น!

ในการทดลองนี้ผู้ทดลองได้แบ่งคนออกเป็น 2 กลุ่ม ให้แก้ปัญหาที่คล้ายๆโจทย์เทียน(ที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหา)  กลุ่มแรกได้รับคำสั่งว่าให้แก้ปัญหาไปเรื่อยๆ โดยจะเอาเวลาที่ได้ถือเป็นค่าเฉลี่ยนของมนุษย์ทุกคน  ส่วนกลุ่มที่สอง  ตั้งเงือนไขว่า ใครทำได้เร็วที่สุด 20% แรก จะได้ค่าตอนแทนเป็นเงิน ใครทำได้เร็วที่สุดก็จะได้เยอะกว่า

ผลของการทดลองนี้ กลุ่มแรกชนะกลุ่มที่สองอย่างขาดลอย

หมายความว่ายังไง?

หมายความว่า ถ้าเราให้เวลา “อิสระ” แก่งานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ผลงานที่ได้ก็ย่อมจะดีขึ้น

บริษัท Software ต่างๆในปัจจุบัน นำระบบนี้มาใช้มากขึ้น บริษัทเหล่านี้จะให้เวลาว่างแก่พนักงาน ในการ “คิดอะไรใหม่ๆ” ที่ไม่เกี่ยวกับงาน หรือ ให้ทำงานโดย “ไม่มีตารางเวลาทำงาน” ผลที่ได้รับคืออะไร?

ผลที่ได้รับคือ ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ Software ใหม่ๆ ล้วนถูกคิดค้นขึ้นในช่วงของ “เวลาอิสระ” ส่วนผลตอนแทนของการทำงานที่ “ไม่มีตารางเวลา” ก็คือบริษัทมีผลงานดีขึ้น

จะเห็นได้ว่าในสังคมการจ้างงานสมัยใหม่ “เรื่องเงิน” ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุดอีกต่อไป สิ่งที่สำคัญที่จะทำให้ได้งานที่ดีก็คือ “ความอิสระ ความท้าทาย และเป้าหมาย” โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ที่ไม่ชอบแนวคิดเดิมๆ รักอิสระมากกว่าคนรุ่นก่อน เรื่องเงินอาจจะไม่ใช่ที่หนึ่ง

แต่ก็ใช้ว่าระบบการจ่ายค่าจ้างแบบเดิมจะหมดไป เพราะการทดลองก็ได้ผลสรุปอีกอย่างหนึ่งว่า “ถ้าเป็นง่ายๆ หรืองานประจำวัน จำพวกใช้แรงหรือความอดทนเข้าว่า” การจ่ายค่าตอบแทนแบบเดิมจะยังให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าอยู่

ดังนั้น Trend ในอนาคตของการจ่ายค่าจ้างจะมี 2 รูปแบบคือ

1. การจ่ายค่าจ้างแบบเดิมๆ ทำมากได้มาก จะพบในการธรรมดาที่ไม่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มาก

2. การจ่ายค่าจ้างเป็น “เวลาอิสระ” ซึ่งเป็นงานจำพวกต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ ความพลิกแพลง ความคิดอย่างระเอียดรอบคอบ ทั้งนี้โดยงานนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของ “ความท้าทายและเป้าหมาย” และแน่นอนงานของคนกลุ่มนี้จะให้ผลลัพธ์ได้ดีกว่ากลุ่มแรกมาก(ซึ่งสุดท้าย ในส่วนของคนทำงานก็จะได้เงินมาเป็นผลพลอยได้)

จะเห็นได้ว่าระบบจ่ายค่าจ้างในปัจจุบัน(ซึ่งตกค้างมาตั้งแต่สมัยปฏิวัติอุสาหกรรม) จะใช้การไม่ได้ในอนาคต การระบุเวลาตายตัว การกดดันด้วยเวลา การให้เงินสูงๆเป็นของล่อใจแก่งานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ เป็นการทำลายศักยภาพของผู้ทำงาน(ซึ่งคนทำงานจะมองไปที่ผลคือ เงิน มากกว่าการใช้ความคิดอะไรใหม่ๆในงาน หรือถูกกดดันจนไม่มีเวลาคิด) ซึ่งสุดท้ายแล้วเมื่อองค์กรไม่สามารถสร้างอะไรใหม่ๆได้องค์กรก็ไปไหนไม่ได้ สุดท้ายก็จะกลับมาทำลายองค์กรเอง

แต่การจ่ายค่าจ้างในยุคใหม่ จะเน้นการใช้ศักยภาพของคนทำงานในด้านความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่  ซึ่งจะทำให้องค์กรเกิดผลงานดีๆและพัฒนาไปได้ทั้งตัวองค์กรและตัวคนทำงานต่อไป

…สำหรับเนื้อหาการทดลองและที่มาของแนวคิด ดูได้จาก

Ted Talk: แดน พิงค์ ว่าด้วยวิทยาศาสตร์ที่น่าทึ่งของแรงจูงใจ

http://www.ted.com/talks/lang/th/dan_pink_on_motivation.html