จากเอนทรีที่เขียนไปเมื่อหลายชาติก่อน เรื่องปฏิรูปสังคมอะไรนั้น สุดท้ายก็ยังไม่รู้ว่าควรจะทำให้สังคมมันเป็นยังไง

 

สังคมยูโทเปีย หรือสังคมในอุดมคติที่หลายๆคนพูดกัน และที่บอกว่าเป็นไปไม่ได้

 

ซึ่งมันก็จริง

 

สังคมยูโปเปีย คือสังคมเกษตร โดยมีรัฐสภาเป็นผู้ปกครอง ทรัพย์สินทุกอย่างล้วนเป็นของกันและกัน เราเป็นเจ้าของทรัพย์ท่าน ท่านเป็นเจ้าของทรัพย์เรา  บ้านเราบ้านท่าน ต่างก็เข้าออกถึงกันได้  โจรผู้ร้ายไม่เคยปรากฏเพราะความกินดี อยู่ดี และน้ำใจอันดีงาม ร้านเหล้า การพนัน สิ่งบ่อนทำลายความสงบสุขไม่มี เพราะชาวยูโทเปียทำงานอย่างขยันขันแข็ง แต่ก็ไม่ได้ทำงานหนัก ทำงานเพียงวันละ 6 ชั่วโมงเท่านั้นเอง เรื่องสังคมการปกครองนั้นมีรัฐสภาเป็นผู้นำ การออกกฎหมายก็ต้องมีการประชุมหันหลายครั้ง หลากประชาชนไม่พอใจ ก็สามารถร้องเรียนได้

 

นี้คือคำอธิบายอย่างง่ายๆของสังคมนี้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ตราบเท่าที่มนุษย์ยังมีกิเลสอยู่

 

สำหรับชื่อเรื่อง คำว่ายูโทเปีย มาจากภาษากรีก หมายถึงเมืองที่ดีหรือเมืองที่ไม่มี ณ แห่งหนใด

 

ส่วนชื่อเมือง คือ เมืองอามอรอท (Amaurote) เมืองศูนย์กลางแห่งยูโทเปีย ก็แปลว่าเมืองแห่งความมืดมัว ส่วนตัวละครที่เป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวของยูโทเปียก็ชื่อ ราฟาเอล ไฮโธลเดย์ (Hytholday) ซึ่งแปลว่าผู้ที่พูดแต่เรื่องไร้สาระ หรือประเทศข้างเคียงอย่างชาวโพลีเลอไรท์ส (Polylerites) ก็แปลว่าคนเหลวไหล ซึ่งล้วนแล้วแต่แสดงถึงเจตนาของผู้เขียน ที่จะชี้ให้เห็นว่ายูโทเปียนี้เป็นเพียงเรื่องที่สมมติขึ้นเท่านั้น

 

เจ้าของแนวคิดนี้คือ เซอร์โธมัส มอร์   นักปรัชญามานุษยนิยมชาวอังกฤษ เขียนขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1516 ในยุคสมัยของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 แห่งราชวงศ์ทิวดอร์ (สมัยเดียวกับกรุงศรีอยุธยาตอนต้น) โดยเขียนขึ้นเป็นภาษาละตินและต่อมาได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษในปี 1551 โดยราล์ฟ โรบินสัน มอร์ โดยปัจจุบันมีการตีพิมพ์เป็นภาษาไทยแล้ว  โดยสมับัติ จันทรวงศ์  

 

เหตุผลที่เขียนขึ้นนี้ก็เพื่อเตือนสติพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ผู้เคยกล่าวว่า หากต้องเลือกระหว่างเรา กับ พระเจ้า จงเลือกพระเจ้า  แต่ใครจะรู้ปลายทางของเซอร์ โธมัส มอร์ ผู้เลือกเส้นทางแห่งพระเจ้า กลับถูกพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ประหาร เพราะขัดความสุขพระองค์

 

ในสมัยของท่านโธมัสนั้น มีปัญหาทางสังคมอยู่มาก ทั้งความแตกต่างทางความเป้นอยู่ของขุนนาง กับ ประชาชน หรือเรื่องภาษีที่สูงลิ่ว ด้วยเหตุนี้พร้อมกับแรงบันดาลใจจากหนังสือเรื่อง “Republic” ของเพลโต ท่านจึงเขียนหนังสือ เรื่อง ยูโทเปีย นี้ขึ้นมา โดยออกแนว ตลกร้าย เสียดสีสังคม โดยหวังว่าผู้ที่อ่านหนังสือเล่มนั้น(พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8) ตระหนักถึงเรื่องของสังคม ว่าควรจะทำไปในทิศทางใด ควรจะดำเนินการอย่างไร เพื่อความสงบสุขของสังคม แต่สุดท้าย ความคิดนี้ก็สื่อไปไม่ถึงพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ส่วนผู้คนในยุคต่อมา ก็เห็นว่ามีผู้อ่านอยู่บ้าง แต่จะมีผู้ใด นำแนวทางนี้ไปแก้ปัญหา แม้หนทางในยูโทเปียจะเป็นเรื่องอุดมคติ แต่ก็ใช่ว่าจะนำไปใช้ไม่ได้ คนที่บอกว่าเป็นเรื่องอุดมคติแล้วไม่นำไปแก้ปัญหา คือคนที่ไม่คิดจะทำอะไรเลยมากกว่า  ถ้าไม่คิดจะทำแล้วจะแก้ปัญหาได้อย่างไร

 

ยูโทเปียจึงเป็นวรรณกรรมทางสังคมเรื่องเยี่ยมเรื่องหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าหากมีการนำไปใช้ จะสามารถแก้ปัญหาสังคมได้ในทุกสังคมแน่นอน

 

อ้างอิง  http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2008q3/2008september24p3.htm

        http://gotoknow.org/blog/wanttotell/80621

        ยูโทเปีย แปลโดยสมับัติ จันทรวงศ์  

 

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ยูโทเปีย มันเป็นอุดมคติ

แต่ มันอุดมคติ ม๊าก มาก

จน [ มันน่าจะเกิดขึ้นจริงในโลกนี้หรือ ]

#1 By Arcobaleno on 2009-02-13 20:28

ถ้ามันเป็นจริงได้ก็คงจะดีนะครับ

#2 By QuarterQuartz on 2009-02-13 20:33

นั่นน่ะสิน้า~สังคมยูโทเปียมันเป็นอุดมคติที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงsad smile

#3 By สะเงาะสะแงะ on 2009-02-13 20:40

แค่อุดมคติ...เราก็ทำให้ใกล้เคียงและยืดหยุ่นก็พอนะ
อะ ไร กัน เนี่ย
ยูโทเปีย ฟังแล้วเพ้อฝันสุดๆ
มันจะมีวันเป็นไปได้หรอ

#5 By [ Sai ];charot on 2009-02-14 15:44

อืม ๆ...
อ่าน ๆ ดูแล้ว
ยูโทเปีย ก็คล้าย ๆ สังคมชาวพุทธเรานะครับ

"สังคมยูโปเปีย คือสังคมเกษตร โดยมีรัฐสภาเป็นผู้ปกครอง ทรัพย์สินทุกอย่างล้วนเป็นของกันและกัน เราเป็นเจ้าของทรัพย์ท่าน ท่านเป็นเจ้าของทรัพย์เรา บ้านเราบ้านท่าน ต่างก็เข้าออกถึงกันได้ โจรผู้ร้ายไม่เคยปรากฏเพราะความกินดี อยู่ดี และน้ำใจอันดีงาม ร้านเหล้า การพนัน สิ่งบ่อนทำลายความสงบสุขไม่มี เพราะชาวยูโทเปียทำงานอย่างขยันขันแข็ง แต่ก็ไม่ได้ทำงานหนัก ทำงานเพียงวันละ 6 ชั่วโมงเท่านั้นเอง เรื่องสังคมการปกครองนั้นมีรัฐสภาเป็นผู้นำ การออกกฎหมายก็ต้องมีการประชุมหันหลายครั้ง หลากประชาชนไม่พอใจ ก็สามารถร้องเรียนได้ "

เดี๋ยวผมลองเปลี่ยนเป็น สังคมพุทธดูนะ

big smile
สังคมไทยพุทธ คือสังคมที่มีเกษตรกรรมเป็นรากฐานของประเทศ โดยมีรัฐสภาเป็นผู้ปกครอง ทรัพย์สินทุกอย่างล้วนมีเจ้าของ แต่เราไม่ไปยึดติดกับมัน มีน้อยใช้น้อย มีมากใช้พอดี บ้านเราบ้านท่าน มีเพียงต้นไม้เล็ก ๆกั้น โจรผู้ร้ายมีน้อยเพราะคนไทยให้โอกาส และช่วยเหลือกัน และมีน้ำใจอันดีงาม ร้านเหล้า การพนัน สิ่งบ่อนทำลายความสงบสุขมีขึ้นมาบ้าง แต่ก็ต้องสิ้นไปเพราะคนไทยรวมพลังกันขับไล่ ชาวไทยพุทธทำงานอย่างขยันขันแข็ง แต่ก็ไม่ได้ทำงานหนัก ทำงานเพียงวันละ 6 ชั่วโมงเท่านั้นเอง ส่วนเวลาที่เหลือนั้น ใช้ไปกับการทำกิจกรรมในครอบครับและสังคม เรื่องสังคมการปกครองนั้นมีรัฐสภาเป็นผู้นำ การออกกฎหมายก็ต้องมีการประชุมกันนหลายครั้ง หลากประชาชนไม่พอใจ ก็สามารถร้องเรียนได้




มนุษย์เราทำเรื่องมหัศจรรย์ได้ตั้งเยอะแยะ

ไม่ว่าจะเป็น
การบินขึ้นไปบนฟ้า
การไปเหยียบบนดวงจันทร์
การสื่อสารกับคนทั่วโลกที่ใช้เวลาไม่กี่นาที


ฮิฮิ

สังคมไทยพุทธไม่ใช่อุดมคติ
แต่เป็นสังคมที่เป็นวิถีชีวิตที่เกิดขึ้นแล้วและมีอยู่จริง
ณ ประเทศไทย big smile
ยูโทเปียจะไม่เกิดขึ้นมาหากเราพยายามเปลี่ยนคนอื่นครับ
ยิ่งคิดว่าเราอยากให้คนอื่นเป็นยังไง แล้วไปบังคับ เราจะยิ่งทุกข์ ผมเชื่อว่าเราสามารถสร้างยูเปียได้จากการเปลี่ยนตัวเองครับ
หากเราเปลี่ยนตัวเองจนดีขึ้นได้จริงๆ คนรอบข้างเมื่อเห็นตัวอย่าง เขาก็จะค่อยๆเปลี่ยนเองโดยที่เราไม่ต้องออกแรงอะไรเลย
สิ่งสำคัญที่สุดคือถามตัวเองเสมอว่า ตัวเราเป็นคนที่ดีขึ้นได้อีกไหม และมองคนอื่นด้วยความเข้าใจในความแตกต่าง
หากทุกคนคิดได้อย่างนี้ยูโทเปียจะกลายเป็นเพียงเสี้ยวของอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นครับ
อย่างสังคมชาวพุทธที่เคร่งกันจริงๆ ก็ใกล้เคียงกับยูโทเปียอยู่นะ ศีล5 แค่เพียงมีก็เกินพอแล้วconfused smile
ขอบคุณที่มาคอมเม้นท์นะครับconfused smile

#9 By Nerd de Scriptorus on 2009-03-06 18:25

เมียท่านก็เหมือนเมียเรา5ๆ ล้อเล่น
ก็พูดถูกนะ ยูโทเปียไม่มีวันเป็นจริงได้จนกว่ามนุษย์จะไม่มีกิเลส
ที่สำคัญเราต้องลงมือก่อนสินะท่าน

#10 By Sommark Mepqing on 2009-03-13 16:40

เห็นด้วย
ขอบคุณสำหรับความรู้ครับbig smile

#11 By chubbyhole on 2009-03-18 17:44

ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ

#12 By Arcobaleno on 2009-04-08 01:29

ต้องเริ่มที่เรา

#13 By khom on 2009-08-19 21:29