ถ้าพูดถึงรถมือสอง หลายๆคนคงคิดถึงเต้นท์รถทั้งหลายในกรุงเทพและจังหวัดต่างๆ และถ้าดูไปอีกดีๆจะเห็นได้ว่ารถที่โชว์นั้นแทบไม่เปลี่ยนเลย และลูกค้านั้นถ้าไม่สังเกตดีๆจะแทบไม่เห็น การขายรถมือสองไม่ใช่การขายที่พอขายได้ 1 คนแล้วจะสบายไปได้ทั้งเดือนเหมือนการขายเพชร พลอยหรืออัญมณีต่างๆ เพราะรถเหล่านั้นต้องการการดูแล บำรุงรักษา

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าการทำตลาดรถมือสองขายนั้นทำให้รุ่งได้ยากมากๆ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เรื่องนี้สามารถอธิบายได้โดยการใช้ทฤษฎีการเศรษฐศาสตร์ แน่นอนว่าสามารถใช้เศรษฐศาสตร์ ในการช่วยแก้ปัญหา และใช้กฎหมายในการบังคับใช้ให้เป็นธรรมได้อีกด้วย

ทฤษฎีทางเศรฐศาสตร์ที่ใช้ในกรณีคือทฤษฎีของ จอร์จ แอ๊กเคอร์ลอฟ นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกา เกี่ยวกับ “ข้อมูลภายใน” ได้ว่า ในตลาดนั้น ตลาดจะเกิดขึ้นได้ในกรณีที่ผู้ซื้อและผู้ขายมีข้อมูลที่เท่าเทียมกันเท่านั้น หมายความว่าอย่างไร?

ก่อนอื่นของพูดถึง “ข้อมูลภายใน” ก่อน ถ้าพุดถึงคำนี้หลายๆท่านอาจคิดว่าหมายถึง “อำนาจ” ในการต่อรอง แต่จะเป็นเช่นนั้นจริงหรือ?

ในตลาดรถมือสอง ทั้งสองฝ่ายไม่ได้มีข้อมูลที่เท่าเทียมกัน ฝ่ายผู้ขายมีข้อมูลที่ครบถ้วนเกี่ยวกับรถที่ขาย แน่นอนว่ารวมถึง “ข้อมูลภายใน” ที่ไม่ควรให้คนอื่นรู้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการดัดแปลง หรือประวัติอันน่ากลัวของรถ

ในทางกลับกัน ฝ่ายผู้ซื้อกลับไม่มีข้อมูลอะไรเลย ผู้ซื้อรู้เพียงแค่ลักาณภายนอกของรถ ข้อมูลที่ฝ่ายผู้ขายนำเสนอเท่านั้น

ถ้าเป็นอย่างนี้ ผู้ซื้อจะกล้าซื้อรถจากผู้ขายได้อย่างไร เช่นนี้แล้วข้อมูลภายในคงไม่ได้ “อำนาจ” ที่คิดถึง

ถ้าเป็นตลาดตามปกติเช่น รถมือหนึ่ง ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายมีข้อมูลในส่วนนี้พอๆกัน แม้มีส่วนที่ปิดปังอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มากเหมือนรถมือสอง ตลาดรถมือหนึ่งจึงเติบโตได้อย่างเฟื้องฟู

มาพูดถึงในประเด็นราคา ลูกค้าที่เข้ามาในเต้นท์รถนั้น แน่นอนว่ามีความสนใจในการซื้อรถอยู่ และมีราคาที่ตั้งใจซื้ออยู่ในใจ ฝ่ายผู้ขายก็เช่นกัน ย่อมมีราคาที่ต้องการขายอยู่ในใจ แต่ตัวเลขที่ว่า ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายมีตัวเลขที่ไม่ตรงกันแน่นอน ไม่เหมือนกับตลาดรถมือหนึ่งที่ทั้งสองฝ่ายมีตัวเลขพอๆกัน

สมมติผู้ซื้อต้องการรถที่ราคา 250,000 บาท เมื่อบอกผู้ขาย ผู้ขายย่อมมีข้อมูลครบครันว่าคันไหนมีราคาเหมาะสมกับ 250,000 บาท แต่ผู้ขายจะหารถที่มีราคาเหมาะสมมาให้จริงหรือเปล่า ผู้ซื้อไม่มีทางรู้ แน่นอนว่าในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้ขายย่อมสรรหารถ “มะนาว” ที่ไม่เหมาะสมกับราคามาให้

แต่สมมติยอมจ่ายเพิ่มที่ราคา 400,000 อาจจะเห็นรถดีๆบ้าง แต่เงินจำนวนนี้คงมากมากไปสำหรับการเสี่ยงดวง

หรือในทางกลับกันถ้าผู้ซื้อเลือกรถเองที่ราคา 250,000 ผู้ซื้ออาจจะเสี่ยงดวงกับราคาเพราะราคาที่ว่าถูกกว่าตลาดมือหนึ่งมาก ในทางกลับกันผู้ขายไม่เสี่ยงแม้แต่น้อย

ด้วยเหตุการณ์ที่ว่ามานี้มีกรณีใดบ้างที่คู่ควรกับการซื้อรถ จะเห็นได้ว่า เพราะ “ข้อมูลภายใน” ที่ผู้ขายมีมากกว่าผู้ซื้อนั้น ทำให้ตลาดเกิดขึ้นไม่ได้ ในส่วนจุลภาค ธุรกิจรถมือสองจึงเจ๊งได้ง่ายมาก ในส่วนมหภาค มูลค่าทางเศรษฐกิจของการเปลี่ยนมือของรถ(ที่ไม่ใช่น้อยๆ) ก็ไม่เกิดขึ้น

แต่ใช้ว่าธุรกิจค้ารถมือสองจะไม่เกิดขึ้นเสมอไป เพราะในทางเศรษฐศาสตร์และกฎหมายเสนอทางแก้ไว้แล้ว

Comment

Comment:

Tweet