ตาม พระราชบัญญัติประกันสังคม 2533 นั้น ถ้าผู้ประกันตนว่างงาน(ผู้ประกันตนหมายถึง ผู้ที่มีอายุช่วงวัยทำงาน) ถ้าว่างงานมีสิทธิได้รับเงินชดเชยการว่างงานได้ โดยมีหลักเกณฑ์ที่ว่า ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสบทบมาแล้ว 6 เดือน ภายใน 15 เดือนย้อนหลัง

แต่ผู้ประกันตนต้อง 1 พร้อมทำงานที่รัฐจัดหาให้รวมถึงการฝึกงานด้วย
2. ต้องไม่ได้ถูกออกจากงานเพราะทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดอาญา ฝ่าฝืนคำสั่ง ละทิ้งงาน ประมาทเลินเล่อ

ทั้งนี้ถ้าผู้ประกันตนถูกเลิกจ้างจะได้รับค่าชดเชยในอันตราร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ระยะเวลาไม่เกิน 180 วัน

แต่ถ้าผู้ประกันตนถูกลาออกเองจะได้รับค่าชดเชยในอันตราร้อยละ 30 ของค่าจ้าง ระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน


จากที่เห็นว่ากฎหมายกำหนดระยะเวลาในการได้รับเงินชดเชยการว่างงานไว้นั้น เหตุใดกฎหมายจึงกำหนดเช่นนี้ ทั้งๆนี้เงินที่จ่ายก็เป็นเงินของลูกจ้าง(โดยนายจ้างสบทบครึ่งหนึ่ง) ถ้าลูกจ้างทำงานและส่งเงินสบทบมานาน ก็น่าจะมีเงินมาก ถ้าลุกจ้างอยากลาออก หรือถูกเลิกจ้าง น่าจะให้ลุกจ้างใช้สิทธิในเงินของตนและเวลาของตนได้เต็มที่ แต่ทำไมถึงต้องกำหนดระยะเวลา

ในประเด็นนี้ทางเศรษฐศาสตร์สามารถตอบได้ว่า นี้คือปัญหาเชิง “จริยธรรมวิบัติ”(Moral Hazard) ซึ่งเกิดจาก “ข้อมูลไม่สมมาตร” ทำให้เกิดการ “เลือกรับภัยที่ขัดประโยชน์”(adverse selection) กล่าวคือ นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่า หากมีการจ่ายเงินชดเชย จะทำให้คนที่เจอเรื่องร้ายๆประมาท ในกรณีนี้ ถ้าหากคนตกงาน แล้วรัฐจ่ายเงินชดเชยให้เรื่อยๆ ก็จะทำให้คนไม่รีบร้อนที่จะหางานใหม่ อย่างน้อยก็ไม่เท่ากับเวลาที่ตกงานแล้วไม่มีรายได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม แม้การที่รัฐจะจ่ายเงิน จะทำให้คนไม่รีบร้อนที่จะหางานใหม่ แต่ถึงไม่จ่าย คนก็ยังตกงานอยู่เหมือนเดิม

ดังนั้นแล้ว การที่รัฐกำหนดระยะเวลาในการจ่ายเงิน จึงเป็นการบีบบังคับให้คนหางานภายในระยะเวลาที่กำหนด แล้วยังปิดโอกาสในการเลือกงานเพราะ ผู้รับสวัสดิการต้องเป็นผู้ที่พร้อมจะทำงานถ้ารัฐจัดหางานให้ และห้ามปฏิเสธการฝึกงานด้วย

ส่วนที่กฎหมายกำหนดให้ไปรายงานตัวนั้น ถ้าตอบคำถามอย่างเศรษฐศาสตร์ก็เพราะว่า รัฐไม่มีข้อมูลที่เพียงพอสำหรับคนว่างงาน หมายความว่า ผู้ว่างงานมี “ข้อมูล” เหนือกว่ารัฐ(หรือเรียกว่า ผู้ว่างงาน มี”ข้อมูลภายในมากกว่า”) ทำให้เกิดปัญหา “ข้อมูลไม่สมมาตร” เมื่อเป็นเช่นนั้น การเจรจาต่อรองหรือตลาดย่อมไม่เกิด(ลองคิดถึงกรณี รถมือสอง) ดังนั้นแล้ว ถ้ารัฐยังคงจ่ายเงินชดเชยไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ข้อมูลของอีกฝ่ายเลย ก็จะเป็นการเลือกรับภัยที่ขัดกับประโยชน์(ของรัฐ) ทำให้รัฐต้องให้ผู้ว่างงานมารายงานตัว(เพื่อเพิ่มข้อมูล และแสดงให้เห็นถึงความต้องการในการทำงาน) อย่างนี้แล้วทั้งสองฝ่ายก็จะได้รับผลประโยชน์ทั้งคู่

แล้วทำไมรัฐถึงจ่ายเงินทดแทนให้กับคน 2 ประเภทคือ คนที่ถูกเลิกจ้าง กับ คนที่ลาออก ไม่เท่ากัน ปัญหานี้สืบเนื่องมาจาก “ปัญหาข้อมูลไม่สมมาตร” ด้วย ที่ว่าสืบเนื่อง ก็คือ ไม่ร้ายแรงเท่า เพราะชั้นนี้เรารู้อยู่แล้วว่าคนทั้ง 2 ประเภทต้องการหางาน แต่เป็นเพียงแค่ปัญหา “ข้อมูลไม่สมบูรณ์” เท่านั้นเอง เราจึงต้องหาทาง “ลดผลกระจากข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์” ไม่สมบูรณ์อย่างไร ไม่สมบูรณ์เพราะ เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า คนที่ถูกเลิกจ้าง หรือถูกลาออก ใครตั้งใจหางานมากกว่ากัน เหมือนกับว่าเวลาเราไปเที่ยวต่างจังหวัด แล้วเลือกร้านอาหาร เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าร้านไหนรสชาติดี  ร้านไหนรสชาติแย่ เราก็จะทำการตั้งข้อสมมติฐาน(หรือลดผลกระจากข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์) ว่า ร้านที่ตกแต่งดี หรือคนเยอะ แปลว่าอาหารอร่อย ในที่นี้ก็เช่นกัน เราตั้งข้อสมมติฐานว่า คนที่ถูกเลิกจ้าง ออกอย่างไม่เต็มใจ ย่อมกระตือรือร้นในการหางานมากกว่าคนที่ลาออกเอง จึงสมควรได้รับผลประโยชน์ชดเชยมากกว่า

แต่อย่างในก็ดี ปัญหาการว่างงานในปัจจุบันถือว่าไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง ผลสรุปจากรายงานสรุปผลการ สรุปผลการสำรวจ ภาวการณ์ทำงานของประชากร ประจำเดือนมิถุนายก 2554 พบว่า อัตราการว่างงาน ณ ปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 0.4 ของผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน(หรือ 1.63 แสนคน เทียบกับช่วงเวลาเดียวกับปี 2553 มีจำนวนผู้ว่างงานลดลง 2.96 แสนคน เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดือนที่ผ่านมา (พฤษภาคม 2554)มีผู้ว่างงานลดลง 4.1 หมื่นคน (จาก 2.04 แสนคน เป็น 1.63
แสนคน) ผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อนมีจำนวน 3.6 หมื่นคน ส่วนผู้ว่างงานที่เคยทำงานมาก่อน 1.27 แสนคน
โดยผู้มีอายุระหว่าง 15-24 ปี(เยาวชน) มีอัตราการว่างงานร้อยละ 0.8 ส่วนกลุ่มวัยผู้ใหญ่ (อายุ 25 ปีขึ้นไป) มีอัตราการว่างงานร้อยละ 0.2 เมื่อเปรียบเทียบกับในช่วงเวลาเดียวกันกับปี 2553 กลุ่มวัยเยาวชนมีอัตราการว่างงานลดลงร้อยละ 3.7(จากร้อยละ 4.5 เป็นร้อยละ 0.8) โดยพบว่า ผู้ที่จบการศึกษาในระดับอุดมศึกษา มีจำนวนมากที่สุด 5.2 หมื่นคน (ร้อยละ 0.8) ส่วนน้อยที่สุดคือ ผู้ที่ไม่มีการศึกษาและต่ำกว่าประถมศึกษา 7 พันคน (ร้อยละ 0.1) แต่ทั้งนี้ผู้ว่างงานระดับอุดมศึกษาลดลงมากที่สุดคือ 1.44 แสนคน

Comment

Comment:

Tweet