“ราคาที่เป็นธรรม” กับน้ำท่วม

ตั้งแต่ช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมาและกำลังดำเนินอยู่นี้ ประเด็นหนึ่งที่มีคนพูดถึงพอสมควรคือ ราคาสินค้า โดยเฉพาะกระสอบทราย อิฐ เครื่องสูบน้ำ เรือ หรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันน้ำท่วม จนต้องให้รัฐมนตรีออกมาพูดเรื่องนี้ และแจงว่ามีความผิดตามกฎหมาย ถึงขนาดใน website ยอดนิยมต่างๆก็มีคนพูดถึงเรื่องนี้จนทะเลาะเบาะแว้งกัน


ในประเด็นนี้ ข้อตั้งคำถามว่า การขึ้นราคา เป็นเรื่องผิดจริงหรือ? แน่นอนว่าโดยส่วนตัวเอง ก็คิดว่าการขึ้นราคา ถ้าไม่ขึ้นจนน่าเกลียดก็อาจจะทำได้ แต่เราลองมองในมุมกลับว่า “การโก่งราคา” “การขึ้นราคา” “ฉวยโอกาส” หรืออะไรก็ตามที่ดู “ไม่เป็นธรรม” นั้น ผิดจริงหรือ? 


ผู้เขียนขอเอาตัวอย่างมาจากหนังสือ Justice ซึ่งเป็นหนังสือที่พูดถึงประเด็นทางศีลธรรมและสังคมมากล่าว 


การขึ้นราคาของสินค้าในช่วงภาวะวิกฤติเป็นเรื่องปกติของทุกประเทศ ซึ่งถ้าขึ้นนิดหน่อยคงไม่มีใครว่าอะไร แต่ประเด็นที่เป็นที่ถกเถียงคือ “ราคาไม่เป็นธรรม” กับผู้บริโภค แล้วราคาที่เป็นธรรมคืออะไร


ราคาที่เป็นธรรมเป็นเพียงราคาที่ถูกกำหนดโดยประเพณีและมูลค่าของสินค้าเท่านั้นหรือ? หรือเป็นราคาที่ผู้ซื้อและผู้ขายยินยอมจะจ่าย? ถ้าเป็นอย่างหลัง ราคาที่เป็นธรรมก็ไม่มีจริง เพราะ ถ้ากระสอบทราย ผู้ขายขาย 100 บาท ผู้ซื้อยอมซื้อที่ราคานั้น นั้นก็เป็นธรรมแล้ว แน่นอนว่ามีประเด็นว่าเหมือนถูกบังคับให้ต้องจ่ายด้วย(แต่ก็ไม่ได้ถูกบังคับให้ซื้อนิ? เพราะถ้าราคาขึ้นไปถึง 1000 บาท ก็ไม่ใช่ราคาที่ยอมจะจ่ายแล้ว)

 

จะเห็นว่า ราคาที่เป็นธรรม โดยปกติจะพูดถึงอย่างแรกมากกว่า คือราคาที่ถูกกำหนดโดยประเพณีและมูลค่าของสินค้านั้นๆ หรือก็คือ “ราคาที่คุ้นเคย” นั้นเอง แต่ “ราคาที่คุ้นเคย” คือ

“ราคาที่เป็นธรรม” หรือ ถ้า “ราคาที่คุ้นเคย” นั้น เป็นราคาที่ผู้ประกอบการได้กำไร Net Margin ถึง 40% (ซึ่งมีจริงๆ) นั้นเป็นธรรมแล้วหรือ?

 

จะเห็นว่า ไม่ว่ามองอย่างไหน ก็ไม่ใช่ “ราคาที่เป็นธรรม” อย่างแท้จริงเลย เพราะถ้าราคาสิ้งค้า สมมติ กระเบื้อง “ราคาที่คุ้นเคย” ทำกำไรได้ 40% กระสอบทรายทำกำไรได้ 5% แต่พอเกิดน้ำท่วม ราคากระเบื้องยังคงเท่าเดิมอยู่ แต่ ราคากระสอบทราบเปลี่ยนมาทำกำไร 40% บ้าง ก็ไม่มีราคาไหนที่เป็นธรรมกว่ากันเลย


ในอีกประเด็นหนึ่ง การที่ราคาสินค้าพุ่งขึ้นสูง ก็ทำประโยชน์ให้ในทางหนึ่งด้วย นั้นก็คือ ผู้ผลิตที่มีความสามารถที่จะผลิต ก็ยินดีที่จะผลิตสินค้านั้น(เมื่อเห็นว่ามันทำกำไรได้) ทำให้ในสถานการณ์เช่นนี้ จะมีการผลิตสิ่งของที่จำเป็นต่อการป้องกันหรือเอาชีวิตในสถานการณ์น้ำท่วมยิ่งขึ้น เช่น มีกระสอบทรายเยอะขึ้น(จากทรายที่ไม่ได้ทำอะไรในบริษัทก่อสร้าง) เรือเยอะขึ้น แน่นอนว่าสิ่งจำเป็นอย่างสุขาลอยน้ำมีไม่ค่อยมี พอเห็นช่องทางขายได้ ก็มีจะคนผลิตออกมาขาย ได้ประโยชน์ทั้งผู้ผลิต และผู้บริโภค หรือประโยชน์ในทางอ้อมเช่น ผู้คนเห็นว่าสินค้าประเภทอาหารในเขตน้ำท่วมแพง ก็จะบริจาคอาหารมากขึ้นเป็นต้น จึงอาจพูดได้ว่าราคาที่แพงสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิต ผลิตสินค้าที่คนต้องการมากขึ้น ส้รางแรงจูงใจในการขนส่งสินค้าจากที่ไกลๆ คุ้มที่จะผลิต


แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นประโยชน์ไปทั้งหมด นี้เป็นเพียงประเด็นเล็กๆบางประเด็นที่มอง ในส่วนการผลิตเท่านั้น แต่ในประเด็นอื่นๆที่เป็นโทษก็มีมากมาย เช่น การกักตุนสินค้า หรือการเอาของเก่าขายเหลือมาโก่งราคา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้เขียนเพียงชี้ให้เห็นมุมหนึ่งที่อาจมองได้เท่านั้น  

Comment

Comment:

Tweet

มันแย่ตรงคนที่ไม่มีปัญญาจ่ายตามราคาดุลยภาพของคนส่วนใหญ่จะทำยังไงนี่สิ

#2 By [ Sai ];charot on 2011-10-20 14:35

เรื่องราคาสินค้า... ก็ทำใจแล้วว่าจะต้องขยับสูงขึ้น ผกผันตามอุปสงค์และอุปทานนั่นแหละ แต่ก็ต้องเอาปัจจัยอื่นๆ เข้ามาพิจารณาด้วย ถามว่า "ยุติธรรม" ไหม? ถ้ามองจากมุมผู้ผลิต เขาก็อาจตอบว่าใช่ เป็นไปตามธรรชาติ แต่กับผู้บริโภค ก็อาจแตกเป็นทั้งฝั่งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย คงไม่มีใคร happy กับอะไรที่มันกระทบกระเทือนต่อสวัสดิภาพของกระเป๋าตังค์เรามากๆ หรอกมังคะ

เราคิดว่ามันมีคนพร้อมที่จะจ่ายเพื่ออะไรที่เป็นที่ต้องการมากๆ อยู่แล้วล่ะ แต่คนที่ไม่มีความพร้อมด้านทุนทรัพย์และมีความจำเป็นต้องใช้ มันก็ต้องทนยอมรับหรือไม่ก็หาอะไรอย่างอื่นมาใช้ทดแทนให้ได้ ...ภาวะวิกฤตนี่ก็ช่วยสร้างเสริมความคิดสร้างสรรได้เหมือนกันนะ แต่ความคิดนี่จะเข้าท่าหรือไม่ ...ก็ ซตพ.

ปัญหาในปัจจุบันก็คือ ...ไม่มีสินค้าเพราะขนส่งไม่ได้ หรือสินค้าขาดเพราะไม่สามารถผลิตได้ แย่เนอะ angry smile

#1 By fern on 2011-10-19 23:20