กฎหมายกับแนวคิดเสรีนิยม(1)

แนวคิดเสรีนิยม อิสระนิยม หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Liberalism  คืออะไร?  คาร์ล ป็อปเปอร์  นักปรัชญาและอาจารย์ของ George Soros บุรุษผู้ทำให้ธนาคารแห่งชาติของอังกฤษเจ๊ง (และเป็นหนึ่งในผู้ทำลายค่าเงินบาทไทย ในวิกฤติต้มยำกุ้งด้วย) ให้คำนิยามว่า

“... หลักการเบื้องต้นของแนวความคิดแบบเสรีนิยม เรียกร้องว่า การจำกัดเสรีภาพส่วนบุคคลที่ทุกคนจำเป็นต้องยอมรับเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมนั้นจะต้องมีอยู่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้...”

โดยแก่นของแนวคิดนี้คือ การให้อิสระในการกระทำของมนุษย์ตราบเท่าที่ไม่ทำร้ายผู้อื่น หมายความว่า มนุษย์มีสิทธิขั้นพื้นฐานที่จะมีอิสรภาพ มีสิทธิที่จะทำอะไรก็ได้กับของที่เราเป็นเจ้าของ ตราบเท่าที่เราเคารพสิทธิของผู้อื่นที่จะทำอย่างเดียวกัน หรือพูดง่ายๆก็คือ หลักการอุดมคติแบบปัจเจกชนนั้นเอง(ตรงข้ามกับหลักการของสังคมนิยมที่เน้นส่วนรวม) ดังเช่นคำพูดของ Margaret Thatcher อดีตนายกรัฐมนรีอังกฤษที่ว่า  “…no such thing as society, only individual men and  women…”

ในทางเศรษฐศาสตร์ หลักการนี้จะพุดถึงการกำกับดูแลตลาดโดยภาครัฐ โดยเน้นย้ำว่า ในตลาดเสรีควรจะมีการกำกับดูแลน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยมุ่งเน้นถึง การคุ้มครองกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลอย่างเข้มงวดและระบบตลาดแข่งขันเสรี โดยกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลนั้นต้องมาจากหลักการพื้นฐาน 2 หลักการจึงจะคุ้มครองได้ คือ

1) ความยุติธรรมในการครอบครองขั้นต้น และ

2) ความยุติธรรมในการถ่ายโอน

หมายความว่า การครอบครองนั้น ต้องมาจากมืออันบริสุทธิ์ตั้งแต่แรก ไม่ใช่มาจากการรับของโจร หรือการขโมย (ส่วนการได้มาจากการพนันนั้น แนวคิดเสรีนิยมถือว่ามาจากมืออันบริสุทธิ์ ตราบที่คน 2 คน ตกลงใจกันพนัน และการพนันนั้นไม่มีการโกง) ส่วนความยุติธรรมในการถ่ายโอนนั้นหมายถึง มีการโอนอันโดยถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ ถ้าถูกต้องตามหลักการ 2 ข้อแล้ว รัฐไม่มีสิทธิยึดทรัพย์สินนั้นไปโดยไม่ยินยอม – จะเห็นว่ากฎหมายภาษีก็เป็นการยึดไปโดยบุคคลไม่ยินยอมเหมือนกัน นักเสรีนิยมจึงต่อต้านกฎหมายภาษี

ดังนั้นจะเห็นว่าแนวคิดนี้ใช่ว่าจะใช้ได้ในเชิงเศรษฐศาสตร์เท่านั้น ในเชิงรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ก็นำมาประยุกต์ใช้ด้วยเช่นกัน โดยจะเห็นได้ว่าแนวความคิดเหล่านี้ถูกสนับสนุนโดย John Locke, Montesquieu, Immanuel Kant,  Thomas Jefferson,  John Stuart Mill, และ Adam Smith

โดยในเชิงกฎหมายนั้น แนวคิดอิสระนิยมได้ปฏิเสธหลักการ 2 ข้อ คือ

1) การบัญญัติกฎหมายในเชิงศีลธรรม

2) การบัญญัติกฎหมายในเชิงการกระจายรายได้ (ภาษี)

การบัญญัติกฎหมายในเชิงศีลธรรม คือ การใช้กฎหมายส่งเสริมแนวคิดเกี่ยวกับคุณธรรม หรือ ความเชื่อของคนส่วนมาก ยกตัวอย่างเช่น การพนัน การพนันโดยทั่วไปจะมีผลได้เสียอยู่ที่ 50/50 แม้คนในสังคมเชื่อว่า การเล่นพนันเป็นการกระทำที่ผิดศีลธรรม ทำให้คนหลงมัวเมา แต่การพนันโดยตัวมันเองก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิด ไม่ได้หมายความว่าการพนันนั้นไม่มีความชอบธรรม

ส่วนการบัญญัติเกี่ยวกับการกระจายรายได้นั้น นักอิสระนิยมเห็นว่า ถ้าปัจเจกชนต้องการช่วยเหลือสังคม ตัวปัจเจกชนก็สามารถทำได้เอง โดยไม่ต้องให้รัฐมาบังคับ การที่รัฐมาบีบบังคับนั้น ถือเป็นการขโมยทรัพย์สินด้วยซ้ำไป รัฐไม่มีสิทธิบีบบังคับคนรวยเพื่อช่วยคนจน เหมือนกับที่ขโมยไม่มีสิทธิขโมยเงินคนรวยไปช่วยคนจน

แต่อย่างไรก็ดีแนวคิดนี้ไม่ได้ส่งเสริมการเห็นแก่ตัว แต่เน้นอิสระของปัจเจกชนและเจตนาร่วมกันของบุคคล 2 ฝ่าย ซึ่งกฎหมายหลายๆฉบับก็สนับสนุน บางฉบับก็ขัดแย้งกับแนวคิดนี้ แต่เป็นกฎหมายอะไรนั้น ไว้ต่อคราวหน้า…

•             The value of a man resides in what he gives and not in what he is capable or receiving.

คุณค่าของมนุษย์อยู่กับสิ่งที่เขาให้ ไม่ใช่สิ่งที่เขาเก่งกาจหรือสามารถครอบครอง

•             Only a life lived for others is a life worth while.

การมีชีวิตเพื่อผู้อื่นเท่านั้น คือชีวิตที่มีคุณค่าแก่การดำรงอยู่

•             The world is a dangerous place, not because of those who do evil, but because of those who look on and do nothing.

โลกนี้เป็นที่อันตราย มิใช่เพราะคนทำสิ่งชี่วร้าย หากเพราะคนดูดายและไม่ทำอะไรต่างหาก

Albert Einstein

Comment

Comment:

Tweet