ในภาวะน้ำท่วมเช่นนี้ ไม่ว่ามองไปที่ไหนมักจะเห็นสินค้าเหล่านี้ขาดแคลนเสมอ คือ อาหารกึ่งสำเร็จรูป น้ำเปล่า อุปกรณ์ป้องกันน้ำท่วม ในตอนนี้ไม่ว่าเดินไปที่ไหนของเหล่านี้ล้วนหมดลงอย่างรวดเร็ว ทำไมถึงหมด? ถ้าตอบอย่างง่ายๆก็คือ 1. การผลิตขาดแคลน  2. ซื้อไปบริจาค  3.ซื้อไปใช้เอง เหตุเพราะเป็นผู้ประสบภัยหรือบริโภคธรรมดา  4. กลัวเลยซื้อตุนไว้เยอะ 

ในข้อแรกเกี่ยวกับการผลิตขาดแคลนนั้น ถ้าเป็นสินค้าจากโรงงาน สินค้าเหล่ามักมีจะสินค้าอยู่ในคลังอย่างน้อย 1 เดือนเสมอ ดังนั้นการเดินไปที่ไหนแล้วหาสินค้าเช่น มาม่า ไม่เจอคงไม่ใช่เพราะเหตุนี้แน่

ดังนั้นแล้ว ถ้าเป็นสถานการณ์โดยทั่วไป แม้ประสบภัย แต่ถ้าไม่เกิน 1 เดือน สินค้าเหล่านี้ยังมีพอที่จะจำหน่าย

แต่ทำไมถึงหมดไปอย่างรวดเร็ว ถ้าตอบโดยใช้ทฤษฏีมาอย่าง ทฤษฏีปฏิกิริยาสะท้อนกลับ ของ จอร์จ โซรอส พ่อมดทางการเงิน บุรุษผู้ทำลายธนาคารกลางอังกฤษ คงจะให้คำตอบได้

ทฤษฏีปฏิกิริยาสะท้อนกลับ อธิบายให้เข้าใจอย่างสั้นๆได้ก็คือเรื่องของ “มุมมอง” มุมมองที่เราเชื่อ “มักจะผิด” กับ ข้อเท็จจริงเสมอ และด้วยความเชื่อที่ผิดเพี้ยนเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อความจริง หรือพูดง่ายๆว่า “สิ่งที่ความเชื่อของเราทำคือการบิดเบือนความจริง”

โดยในสถานการณ์เช่นนี้ที่ได้รับจากข่าวสารต่างๆทำให้เรา “เชื่อ” ว่า น้ำจะท่วม ไม่ว่าคุณจะอยู่เหตุปลอดภัยแค่ไหนก็ตาม โดยสิ่งที่ “ความเชื่อ” ทำ คือ การบิดเบื้อนความจริง (ที่ว่าน้ำจะไม่ท่วมบ้านคุณ) ทำให้คุณไปซื้อสินค้าป้องกันน้ำท่วมมากักตุนไว้ และส่งผลให้อาหารขาดแคลน

แนวคิดคล้ายๆกันแบบนี้มีผลโดยตรงกับตอนวิกฤติต้มยำกุ้งด้วย โดยในขณะนั้นธนาคารแห่งประเทศไทย คำนวณผลได้ผลเสียจากการลดค่าเงินและอื่นๆเรียบร้อยแล้ว ว่าจะเกิดผลกระทบในระดับ “ยอมรับได้” แต่วิกฤติเกิดขึ้นเพราะ “ความเชื่อ”  ในค่าเงินบาทตกลง ทำให้วิกฤติเกิดขึ้น

ขอยกตัวอย่างเรื่องน้ำท่วม สมมติว่า เมื่อมีข่าวเรื่องน้ำท่วม เราต้องใช้กระสอบทรายกั้นน้ำได้วันละ 180 กระสอบ โรงงานผลิตได้วันละ 200 กระสอบ คิดว่าในสถานการณ์แบบนี้กระสอบทรายจะพอกันน้ำท่วมได้หรือไม่? คำตอบคือไม่ได้ เพราะเมื่อมีข่าวออกไป ประชาชนจะแห่มาซื้อกระสอบทรายจนโรงงานอาจส่งให้ภาครัฐไปใช้ได้แค่วันละ 150 กระสอบ อีก 50 กระสอบเอกชนซื้อไปหมดแล้ว

จะเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เกิดจากการวางแผนที่ไม่รอบคอบ แต่เกิดเพราะ “ความเชื่อ” ส่งผลกระทบต่อ “ความจริง”

ในชีวิตประจำวันคนเราคงไม่รู้สึกว่า “ความเชื่อ” เล็กๆของตัวเองจะเกิดผลกระทบในวงกว้าง แต่หากลองมาดูในตลาดการเงิน “ความเชื่อ” ของแต่ละคนล้วนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งระบบ การขาดแคลนสินค้าเช่น น้ำสะอาด อาหารสำเร็จรูป ก็เป็นรูปแบบหนึ่งที่สะท้อนมาให้เห็นในภาคเศรษฐกิจจริงเช่นนั้น

ดังนั้นเวลาใครพูดว่า น้ำท่วมของหายาก ก็คิดไว้ได้เลยว่า เพราะเชื่อแบบนี้ ความจริงจึงเกิดขึ้น

แต่อย่างไรก็ตามทุกอย่างจะกลับสู่สภาวะปกติแน่นอนตามทฤษฏีปฏิกิริยาสะท้อนกลับ เพราะตามทฤษฏีนี้ ทุกอย่างจะต้องเข้าสู่ภาวะสมดุล การไม่สมดุลเช่นนี้เรียกว่า ปฏิกิริยาสะท้อนกลับเชิงบวก ในขณะที่การเข้าสู่ภาวะสมดุลเรียกว่าปฏิกิริยาสะท้อนกลับเชิงลบ

ในสถานการณ์ขณะนี้ภาวะน้ำท่วมก็เกิดวิกฤติในระดับหนึ่งแล้ว เราคงได้แต่หวังว่าจะเกิดปฏิกิริยาสะท้อนกลับเชิงลบ ทำให้ทุกอย่างเข้าสู่ภาวะดุลภาพโดยเร็วที่สุด

We live in a rainbow of chaos. - Paul Cezanne 

Comment

Comment:

Tweet

The <a href="http://goodfinance-blog.com">loans</a> seem to be useful for people, which are willing to organize their own company. By the way, it's not really hard to get a student loan.

#1 By Stella21Ewing (91.212.226.143) on 2011-10-26 08:15